รายละเอียดโครงการ Work and Travel USA (Summer 2018)

รายละเอียดโครงการ Work and Travel USA (Summer 2018)

  • โครงการ Work and Travel คือโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระดับอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การดูแล และควบคุมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (U.S. Department of State) โดยมีวัตถุประสงค์ให้น้อง ๆ นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่และ วัฒนธรรมของชาวอเมริกัน พร้อมทั้งเพิ่มพูนทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ผ่านการทำงานในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ทั้งนี้โครงการ Work and Travel ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้น้อง ๆ ไปทำงานเพื่อหารายได้ หรือทำกำไรจากการเข้าร่วมโครงการ
  • โครงการ Work and Travel ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ทั้งเอเชีย ยุโรป ลาติน อเมริกา ออสเตรเลีย และ ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยจะมีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ Work and Travel จำนวนมากในแต่ละปี
  • ช่วงเวลาในการเข้าร่วมโครงการอยู่ในเดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม ของทุกปี โดยสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จะเป็นผู้ดำเนินการออก VISA ประเภท J-1 เพื่อให้น้อง ๆ นักศึกษาสามารถทำงานตามที่ระบุในประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างถูกกฏหมาย
  • PST จะเป็นผู้ประสานงานกันองค์กรในสหรัฐอเมริกา เพื่อคัดสรรสถานที่ทำงานที่มีมาตรฐาน และทำการจัด เก็บรวบรวมเอกสาร ส่งไปให้ยังนายจ้างเพื่อทำการคัดเลือกผู้สมัคร ซึ่งจะมีการสัมภาษณ์โดยตรงกับนายจ้างหรือตัวแทนจากองค์กร ทั้งนี้น้องๆ ควรเลือกสถานที่ทำงาน และประเภทงานให้ตรงกับความสามารถ และทักษะทางด้านภาษาอังกฤษของตัวเอง
    **หมายเหตุ ในบางครั้งนักศึกษาสามารถเข้าร่วมโครงการเกินกว่าหรือน้อยกว่าที่ระยะเวลากำหนดไว้ข้างต้นก็ได้ โดยอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของหลักสูตรที่นักศึกษากำลังเรียน อยู่แต่นักศึกษาจะต้องเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 2 เดือน และสูงสุดไม่เกิน 4 เดือน

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

  • อายุ 18 – 28 ปี และมีสุขภาพแข็งแรง
  • กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย
  • มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษดี และมีเกรดเฉลี่ยไม่ตำกว่า 2.30
  • มีความเข้าใจวัตถุประสงค์ของโครงการ Work and Travel เป็นอย่างดี และมีความพร้อมที่จะปรับตัว เพื่อเรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิต และการทำงานของชาวอเมริกัน
  • มีความประพฤติดี ขยัน อดทน สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

เอกสารที่ใช้ในการยื่นใบสมัครองค์กร

  1. สำเนาหนังสือเดินทาง
  2. สำเนาบัตรประชาชน
  3. รูปถ่ายชุดนิสิต นักศึกษา ขนาด 2×2 นิ้ว ฉากหลังขาว เห็นหู 2 ข้างชัดเจน และไม่ใส่เครื่องประดับ
  4. ใบรายงานผลการศึกษาปีล่าสุด ฉบับจริง
  5. หนังสือรับรองสถานภาพนักศึกษาภาษาอังกฤษ ฉบับจริง
  6. Resume
  7. จดหมายรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษา หรือบุคคลที่น่านับถือ (ไม่ใช่พ่อแม่)

 

เอกสารที่ใช้ในการยื่นขอ J-1 วีซ่า

  1. หนังสือเดินทาง ซึ่งมีอายุการใช้งานมากกว่า 6 เดือนนับจากวันยื่นวีซ่า
  2. รูปถ่ายชุดนิสิต นักศึกษา ขนาด 2×2 นิ้ว ฉากหลังขาว เห็นหู 2 ข้างชัดเจน และไม่ใส่เครื่องประดับ
  3. ใบรายงานผลการศึกษาปีล่าสุด ฉบับจริง
  4. หนังสือรับรองสถานภาพนักศึกษาภาษาอังกฤษ ฉบับจริง
  5. หนังสือรับรองการทำงานของผู้ออกค่าใช้จ่ายตัวจริง ภาษาอังกฤษ
  6. ในกรณีที่ประกอบธุรกิจส่วนตัวสามารถยื่น สำเนาทะเบียนการค้า หรือหนังสือจดทะเบียนรับรองบริษัท/ห้างหุ้นส่วนที่มีตราประทับของบริษัทรับรอง (ตัวจริงให้นักศึกษานำมาในวันสัมภาษณ์) หรือสำเนาโฉนด ที่ดิน หรือ หลักทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์
    (ตัวจริงให้นักศึกษานำมาในวันสัมภาษณ์) ในกรณีที่ ทำ ธุรกิจการเกษตรใช้จดหมายรับรองจากเกษตรอำเภอแทน
  7. หนังสือรับรองสถานภาพทางการเงินจากธนาคาร (ตัวจริง) ภาษาอังกฤษ 1 ฉบับ (ผู้ปกครอง หรือผู้ออกค่าใช้จ่าย)
    โดยต้องมีชื่อผู้สมัครเข้าร่วมโครงการด้วย
  8. สำเนาทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชนของนักศึกษา, ผู้ปกครอง, ผู้ออกค่าใช้จ่าย ***** สมุดบัญชีธนาคารตัวจริงของผู้
    ออกค่าใช้จ่าย, ทะเบียนบ้านตัวจริง, บัตรประชาชนตัวจริง ของนักศึกษา, ผู้ปกครอง, ผู้ออกค่าใช้จ่าย
    (นำมาในวันสัมภาษณ์) *******
  9. ใบเสร็จของค่าธรรมเนียม Student and Exchange Visitor Information System หรือ SEVIS FEE (I-797)

ขั้นตอนการเข้าร่วมโครงการ

    1. ผู้สมัครทำการนัดหมายเพื่อทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษกับ PST (นัดสัมภาษณ์ที่ออฟฟิศหรือสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์)
    2. กรณีที่ผ่านการทดสอบ ผู้สมัครกรอกข้อมูลในใบสมัครและชำระเงินค่าโครงการงวดที่ 1 เพื่อยืนยันการเข้าร่วมโครงการ
    3. ผู้สมัครเตรียมเอกสาร ดังนี้ส่งให้ทาง PST
      • สำเนาหนังสือเดินทาง
      • หนังสือรับรองสถานภาพนักศึกษาภาษาอังกฤษ (ฉบับจริง) 1 ฉบับ
      • รูปถ่ายสำหรับการยื่นขอวีซ่าขนาด 2×2 นิ้ว
      • Reference Form (เอกสารรับรอง จากบุคคลที่ไม่ใช่พ่อแม่ หรือ เพื่อน)
    4. ผู้สมัครเตรียม Resume เพื่อส่งให้นายจ้างพิจารณา และทำการเลือกงานที่สนใจ พร้อมชำระเงินค่าโครงการงวดที่ 2
    5. รอผลการพิจารณาจากนายจ้าง โดยระหว่างนี้อาจจะมีการนัดสัมภาษณ์งานกับตัวแทนนายจ้างหรือตัวแทนจากองค์กร (บางงาน นายจ้างอาจคัดเลือกน้องๆ จาก ประวัติใน Resume และช่วงเวลาที่สามารถทำงานได้ โดยไม่มีการสัมภาษณ์)
    6. เมื่อผู้สมัครได้รับ Job offer จากนายจ้าง ให้ชำระเงินค่าโครงการงวดที่ 3 และลงชื่อในเอกสาร Application ขององค์กรเพื่อยื่นขอ DS-2019
    7. ดำเนินการขอเอกสาร DS-2019 จากองค์กร และรอให้ทางองค์กรจัดส่งเอกสาร DS-2019 มาที่ประเทศไทย
    8. เตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าจากทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมชำระค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าและค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน
    9. เมื่อสัมภาษณ์วีซ่าผ่านแล้ว ผู้สมัครแจ้งยืนยันวันที่เดินทางไป-กลับแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อทำการจองตั๋วเครื่องบิน ทั้งนี้ ในกรณีที่นายจ้างไม่ได้จัดหาที่พักให้ ผู้สมัครต้องดำเนินการหาบ้านพักด้วยตนเอง
    10. ผู้สมัครเข้าร่วมการปฐมนิเทศก่อนเดินทาง (Pre-departure Orientation)
    11. ออกเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ปฏิทินการดำเนินโครงการ (Program Calendar)

กันยายน 60 – มีนาคม 61
  • รับสมัครน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาเพื่อเข้าร่วมโครงการ
  • ผู้สมัครทำการทดสอบเพื่อวัดระดับภาษาอังกฤษ
กันยายน 60 – มกราคม 61
  •  เตรียมเอกสารประกอบการสมัครงาน เข่น Resume, Video Presentation
  • เลือกสถานที่ทำงานที่สนใจ
ธันวาคม 60 – มีนาคม 61
  • นัดหมายเพื่อทำการสัมภาษณ์งานกับนายจ้างและการตอบรับจากนายจ้าง
  • เตรียมเอกสารเพื่อดำเนินการขอเอกสาร DS-2019 จาก U.S. Sponsor
กุมภาพันธ์ 61 – มีนาคม 61
  • เตรียมเอกสารและทำการนัดหมายสำหรับสัมภาษณ์วีซ่าทีสถานฑูตสหรัฐอเมริกา
เมษายน 61 – มีนาคม 61
  • สัมมนาก่อนเดินทาง (Pre-departure Orientation)
  • จองตั๋วเครื่องบิน
พฤษภาคม 61
  • ออกเดินทางไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการ

ค่าโครงการ 60,000 บาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

ค่าใช้จ่าย  จำนวนเงิน (บาท) รายละเอียด เงื่อนไข/กำหนดการชำระเงิน
ค่าโครงการงวดที่ 1 6,000 ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงินงวดที่ 1 ทุกกรณี
ค่าโครงการงวดที่ 2 10,000 ค่าดำเนินกาจัดหางาน (Job placement) ชำระภายใน 1 เดือนนับจากวันที่สมัคร หรือชำระภายใน 7 วัน หลังจากวันที่เลือกงาน
ค่าโครงการงวดที่ 3 44,000 ค่าดำเนินการขอเอกสาร DS-2019 ชำระภายใน 7 วันหลังจากวันที่ได้รับเอกสาร Job offer โดยยอดที่ชำระขึ้นกับโปรโมชั่นที่ได้รับ
ค่าดำเนินการ Visa และ SEVIS* 8,000 ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าประเภท J-1และค่าธรรมเนียม SEVIS *อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของสถานทูตและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสหรัฐอเมริกา
ค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน 1,000 ค่าดำเนินการจองตั๋วเครื่องบิน *ต้องซื้อตั๋วเครืองบินผ่านตัวแทนที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทเท่านั้น

 

รายละเอียดค่าโครงการ ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายและบริการต่างดังต่อไปนี้

  • ค่าประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 16 สัปดาห์
  • บริการให้คำแนะนำและคอยช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ประจำองค์กร และเจ้าหน้าที่คนไทย
  • บริการจัดการปฐมนิเทศก่อนการเดินทาง (Pre-departure Orientation)
  • บริการจัดทำคู่มือเข้าร่วมโครงการ ให้สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ
  • บริการติดต่อประสานงานระหว่างองค์กรในประเทศสหรัฐอเมริกา และนายจ้าง
  • บริการให้คำแนะนำช่วยเหลือ ในการเตรียมเอกสารการสมัคร การเลือกงาน และกรอกเอกสารพร้อมยื่นขอ VISA ประเภท J-1
  • ค่าใช้จ่ายในการเตรียมเอกสารเพื่อสมัคร หรือเลือกงานรวมถึงค่าเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอ VISA

หมายเหตุ

(1) ค่าโครงการ ยังไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับประเทศสหรัฐอเมริกา (ประมาณ 40,000 – 60,000 บาท), ค่ามัดจำที่พักและค่าที่พักในประเทศสหรัฐอเมริกา (เดือนละ $150 – $450), ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ ขณะเข้าร่วมโครงการ (ประมาณ $1000)

(2) กรณีที่ผู้สมัครต้องการเปลี่ยนงานใหม่ หลังจากสัมภาษณ์งานหรือได้รับคัดเลือกจากนายจ้างแล้ว รวมถึงกรณีที่ผู้สมัครถูกยกเลิกงานเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาทำงาน ผู้สมัครต้องชำระค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนงานใหม่เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ($300)

นโยบายการคืนเงิน

ค่าใช้จ่าย เงื่อนไข/กำหนดการชำระเงิน
ค่าโครงการงวดที่ 1 (6,000 บาท)
  • ·ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงินงวดที่ 1 ทุกกรณี
ค่าโครงการงวดที่ 2 (10,000 บาท)
  • กรณีที่ผู้สมัครยกเลิกโครงการหลังจากเลือกงานแล้ว แต่ยังไม่รับการคัดเลือกจากนายจ้าง สามารถขอคืนเงินได้ 50%ของค่าโครงการงวดที่ 2 เท่ากับ 5,000 บาท
  • กรณีที่ผู้สมัครยกเลิกโครงการหลังจากได้รับการคัดเลือกจากนายจ้าง หรือสัมภาษณ์งานผ่านแล้ว จะไม่สามารถขอคืนเงินค่าโครงการงวดที่ 2 ได้
ค่าโครงการงวดที่ 3 (แล้วแต่โปรโมชั่นที่ได้รับ)
  • กรณีผู้สมัครยกเลิกการเข้าร่วมโครงการก่อนลงชื่อในเอกสาร (Application form) เพื่อขอ DS-2019 จาก Sponsor แล้ว สามารถขอคืนเงินค่าโครงการงวดที่ 3 ได้ เต็มจำนวน
  • กรณีผู้สมัครยกเลิกการเข้าร่วมโครงการหลังจากลงชื่อในเอกสาร (Application form) เพื่อขอ DS-2019 จาก Sponsor แล้ว จะไม่สามารถขอคืนเงินค่าโครงการงวดที่ 3 ได้
  • กรณีที่ผู้เข้าร่วมโครงการถูกปฏิเสธการออกวีซ่าจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินคืน $325
ค่าดำเนินการ Visa และ SEVIS* (8,000 บาท)
  • ทางสถานทูตฯขอสงวนสิทธิ์ในการคืนค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าในทุกกรณี
ค่ามัดจำตั๋วเครื่องบิน (1,000 บาท)
  •  ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการคืนเงินค่ามัดจำตั๋วเครื่องบินในทุกกรณี

คำถามที่พบบ่อย

โครงการ Work and Travel คืออะไร

โครงการ Work and Travel เป็นโครงการแลกเปลี่ยนในระดับอุดมศึกษาที่ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เปิดโอกาสให้นักศึกษามีโอกาสได้เข้าไปใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนาธรรม และมีรายได้ขณะที่นักศึกษาทำงาน

ถ้าเรียนจบแล้วสามารถเข้าร่วมโครงการ Work and Travel ได้หรือไม่

นักศึกษาที่จบการศึกษาไปแล้ว หรือ หมดสภาพนักศึกษาจะเข้าร่วมโครงการไม่ได้ เนื่องจากโครงการ Work and Travel เป็นโครงการที่ต้องใช้วีซ่าประเภท J-1 ซึ่งถือเป็นประเภทหนึ่งของวีซ่านักเรียน ดังนั้นผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องมีสภานภาพเป็นนักศึกษาเท่านั้น นอกจากนี้ตามกฎหมายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการต้องมีสถานภาพเป็นนักศึกษาภาคปกติ ในระดับปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท และมีอายุระหว่า 18 – 25 ปี

นักศึกษาสามารถเข้าร่วมโครงการได้กี่เดือน

นักศึกษาจะสามารถทำงานในสหรัฐอเมริกาได้นานสูงสุด 4 เดือน ตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัย โดยส่วนใหญ่จะเข้าร่วมโครงการได้ประมาณ 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน โดยทั้งนี้การเริ่มและสิ้นสุดระยะเวลาในการทำงานได้ถูกแจ้งไว้ในเอกสาร DS-2019 เมื่อสิ้นสุดการทำงานสามารถท่องเที่ยวในสหรัฐอเมริกาได้อีก 30 วันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ถ้าต้องการท่องเที่ยว หลังจากทำงานต้องเปลี่ยนวีซ่าหรือไม่

ไม่ต้อง ถึงแม้ว่าระยะเวลาที่ระบุไว้ในวีซ่านั้นจะสิ้นสุดตามวันทำงาน แต่ทั้งนี้ตามกฎหมายนักศึกษาที่ได้รับวีซ่าประเภท J-1 จะสามารถท่องเที่ยวได้ 30 วันหลังจากนั้นได้ เมื่อสิ้นสุด 30 วัน นักศึกษาต้องเดินทางกลับประเทศไทย

มีวีซ่าท่องเที่ยว (B1/B2) อยู่แล้วจำเป็นต้องขอวีซ่าใหม่หรือไม่

จำเป็นต้องขอใหม่ เพราะเป็นวีซ่าคนละประเภทกัน วีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็นหลายประเภท นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ Work and Travel ต้องเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาด้วยวีซ่า J-1 เท่านั้น

นักศึกษาสามารถทำงานประเภทไหนได้บ้าง

งานที่ไปทำส่วนใหญ่จะเป็นงานระดับ Operation Skilled ซึ่งขึ้นกับสถานที่ทำงานที่นักศึกษาเลือกไปทำ เช่นงานในโรงแรม ร้านอาหาร ร้าน Fast Food สวนสนุก ร้านขายของ

ระดับของงานที่ไปทำจะหนักมากแค่ไหน

ในบางงาน เช่น Food service นอกจากนักศึกษาจะต้องเตรียมอาหารและขายอาหารแล้ว นักศึกษายังจะต้องทำความสะอาดอุปกรณ์และสถานที่เมื่อปิดร้าน งาน Housekeeping เป็นงานที่ดูแลทำความสะอาดห้องพักตามมาตรฐานที่แต่ละโรงแรมกำหนดไว้ ซึ่งโดยปกตินักศึกษาไทยไม่ค่อยได้ทำงานในลักษณะนี้บ่อยมากนัก จึงทำให้นักศึกษาส่วนใหญ่รู้สึกว่างานที่ได้รับเป็นงานที่หนัก ดังนั้นทัศนคติ การปรับตัว และการเตรียมตัวที่ดีสำหรับการทำงานจะช่วยให้นักศึกษาได้ประโยชน์สูงสุดจากการเข้าร่วมโครงการ

ตลอดการทำงานจะได้ค่าตอบแทนเพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริการหรือไม่

นักศึกษาจะได้ค่าตอบแทยเท่ากับคนท้องถิ่นที่ทำงานลักษณะเดียวกัน ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งจะเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าอาหาร ที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ นักศึกษาบางคนอาจมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับการท่องเที่ยงหลังจบโครงการ

นายจ้างมีกำหนดการจ่ายเงินอย่างไร

การจ่ายเงินขึ้นอยู่กับนายจ้าง ส่วนใหญ่นักศึกษาจะได้ค่าแรงทุก 1-2 สัปดาห์ในรูปแบบ cheque หากนักศึกษาเปิกบัญชีธนาคารก็สามารถแจ้งให้นายจ้างโอนเงินเข้าบัญชีได้เลย และนักศึกษาจะได้รับใบเสร็จโอนเงิน (Payment Slip) แทน โดยนักศึกษาควรตรวจสอบข้อมูลว่าตรงกับค่าแรงที่ควรจะได้รับหรือไม่

จะสามารถหาเงินกลับมาประเทศไทยได้มากแค่ไหน

โครงการ Work and Travel มีจุดประสงค์หลัก คือส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนรู้ประสบการณณ์ในการดำเนินชีวิตนอกเหนือจากการเรียนในมหาวิทยาลัย และให้นักศึกษาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโดยการทำงานกับชาวอเมริกัน โดยนักศึกษาจะได้รับรายได้ที่เพียงพอสำหรับการครองชีพระหว่างที่เข้าร่วมโครงการและอาจมีเงินเหลือเพื่อนำไปท่องเที่ยวเมื่อสิ้นสุดโครงการ ทั้งนี้ทางโครงการไม่มีจุดประสงค์ให้นักศึกษาไปหาเงิน เละรายได้นอกเหนือจากนั้นถือเป็นผลพลอยได้ที่ได้รับจากโครงการ

งานที่ไปทำต้องใช้ความสามารถทางภาษาอังกฤษมากน้อยเพียงใด

นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการต้องมีสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ระดับพอใช้ ขึ้นไปจนถึง ดีมาก ขึ้นอยู่กับประเภทงานที่จะทำ งานที่นักศึกษาต้องติดต่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง จะต้องการนักศึกษาที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมาก เช่น งานขายของ หรือ Front desk ในโรงแรม งานในร้านอาหาร Fast food , ร้านค้าสะดวกซื้อ หรือ งานในสวนสนุก เหมาะกับนักศึกษาที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ส่วนงานประเภท Housekeeping หรือ งาน Kitchen help จะเหมาะกับนักศึกษาที่สามารถสื่อสารได้ในระดับพอใช้

นักศึกษาทุกคนมีชั่วโมงการทำงานที่เท่ากันหรือไม่

นักศึกษาแต่ละคนจะมีชั่วโมงการทำงานที่แตกต่างกัน ขึ้นกับนายจ้าง ชั่วโมงในการทำงานโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 30 – 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

นักศึกษาสามารถทำงาน Second job ได้หรือไม่

นักศึกษาสามารถทำงานอื่นได้ตามที่นักศึกษาสามารถสมัครหางานได้ แต่นักศึกษาต้องคำนึงถึงงานแรกเป็นสำคัญ นักศึกษาต้องไม่ให้งานอื่นมากระทบกับเวลางานแรกของนักศึกษา ทั้งนี้ตามกฎระเบียบขององค์กร นักศึกษาต้องแจ้งองค์กรและได้รับการอนุมัติก่อนเริ่มทำงาน Second job

นักศึกษาจะเดินทางไปทำงานได้อย่างไร

ขึ้นอยู่กับนายจ้างว่าจะมีรถรับส่งอำนวยความสะดวกให้หรือไม่ โดยส่วนใหญ่นักศึกษาสามารถเดินทางไปทำงานโดยรถประจำทาง จักรยาน หรือเดิน

ควรเตรียมเงินติดกระเป๋า (Pocket Money) ไปประมาณเท่าไร

นักศึกษาควรมีเงินติดตัวขณะเดินทางประมาณ USD 1000 เพื่อนำไปใช้ในช่วง 2 สัปดาห์แรก ระหว่างที่รอค่าจ้างงวดแรก เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายชีวิตประจำวัน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ

ที่พักเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้จัดหาที่พักให้และค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร

โดยส่วนใหญ่นายจ้างหรือองค์กร จะเป็นผู้จัดหาที่พักให้กับนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ แต่ในสถานที่ทำงานบางแห่งจะไม่ได้จัดหาที่พักไว้ให้ แต่จะมีการแจ้งให้นักศึกษาทราบก่อนที่จะทำการเลือกงานว่านักศึกษาต้องหาสถานที่พักเอง โดยทาง PST มีความยินดีที่จะแนะนำการเลือกสถานที่พักให้กับนักศึกษา

ลักษณะที่พักส่วนใหญ่จะเป็นอพาร์ตเมนท์ บ้านเช่าหรือโรงแรม โดยค่าที่พักจะแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง ตั้งแต่ USD75 – 100 ต่อสัปดาห์ และอาจจะมีการเก็บค่ามัดจำเพื่อประกันความเสียหายของห้องพักซึ่งจะมีทั้งแบบ Refundable Deposit และ Non-refundable Deposit ขึ้นอยู่กับที่พักแต่ละที่

Tax Refund

Process and required documents

บริการรับดำเนินการทำ Tax Refund สำหรับน้องๆ ที่เคยเข้าร่วมโครงการมาแล้วไม่เกิน 2 ปี

ระยะเวลาในการดำเนินงาน

การขอคืนภาษีจะใช้เวลาในการดำเนินงาน ประมาณ 2-3 เดือน ขึ้นอยู่กับข้อมูลของน้องๆ ที่อยู่ในระบบของกรม สรรพากรสหรัฐ หากมีข้อมูลถูกต้องและมีจำนวนการขอคืนเงินตรงกันกับ Last Paycheck และ W-2 Form ก็ จะทำให้การขอคืนภาษีสามารถดำเนินการได้เร็วกว่าปกติ แต่หากน้องๆ มีปัญหาในการขอใบ social Card หรือมี จำนวนที่ขอคืนภาษี ไม่ตรงกับข้อมูลใน W-2 ก็อาจจะทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าปกติในการดำเนินการขอคืน ภาษี

ระยะเวลาที่กำหนดในการขอยื่นภาษี

ปกติการขอคืนภาษีสามารถดำเนินการได้หลังจากน้องๆ จบโครงการแล้วประมาณ 6-7 เดือน หรือช่วงสิ้นเดือน มกราคม ของปีถัดไป เนื่องจากนายจ้างจะต้องส่งผลการดำเนินงานประจำปี และปรับปรุงบัญชีให้กรมสรรพากร สหรัฐ เพื่อปรับข้อมูล ณ วันสิ้นปี ดังนั้นระยะเวลาที่สามารถขอคืนภาษีจะเริ่มขอได้ตั้งแต่ เดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน ของทุกๆ ปี

** ทั้งนี้น้องๆ สามารถส่งเอกสารมาก่อนได้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมของการยื่นภาษีในปีถัดไป
** หากน้องๆ ลืมทำเรื่องขอคืนภาษีของปีที่ผ่านมา สามารถนำกลับมายื่นใหม่ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี

เอกสารในการขอทำเรื่องคืนภาษี

  • แบบฟอร์มขอคืนภาษี
  • สำเนาหนังสือเดินทาง
  • สำเนา Visa
  • สำเนา Social Security Card
  • สำเนา DS-2019
  • สำเนา Last Paycheck
  • สำเนา W-2 form
  • สำเนาหน้าบัญชีธนาคารที่ต้องการให้โอนเงินเข้า

 

Service fee

PST จะร่วมกับบริษัทที่ทำการขอคืนภาษี (Tax Agent) โดยจะคิดค่าบริการเริ่มต้นที่ 50 USD (ขึ้นกับจำนวนเงินที่ขอคืน) ค่าธรรมเนียม ดังกล่าวจะถูกหักหลังจากที่ได้รับการยืนยันการขอคืนภาษีจาก Internal Revenue Service ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมนี้สำหรับบริการในการขอคืนภาษี ประเภท State Tax และภาษีประเภท Federal Tax เท่านั้น น้องๆ ที่มีภาษีประเภทอื่นเช่น Social Security Tax, Medical Tax สามารถทำการขอคืนภาษีได้โดยมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม